
คำว่า "
เวียง" เป็นคำที่ชาวเชียงใหม่ใช้เรียก "
เมือง" นั่นเอง และความหมายก็คือเขตสีเหลี่ยมคูเมืองเก่าในปัจจุบันนี้ ซึ่งยังคงร่องรอยของเมืองเชียงใหม่ เขตสี่เหลี่ยมที่มีคูเมืองล้อมรอบและมีประตูเมืองจำนวน 5 ประตูด้วยกัน ประตูแรกมีชื่อว่า
ประตูช้างเผือก เป็นชื่อเรียกตามชื่อของอนุสาวรีย์ช้างเผือกที่ตั้งอยู่ทางทิศเหนือของประตูนี้ ประตูที่สองชื่อ
ประตูท่าแพ ปัจจุบันได้รับการปรับปรุงเป็นลานโล่ง เรียบ สำหรับจัดงานพิธีสำคัญๆในรอบปี ประตูที่สามชื่อ
ประตูเชียงใหม่ ตั้งอยู่ใกล้กับประตูที่สี่ คือประตูแสนปุง ซึ่งเป็นชื่อดั้งเดิม แต่คนในท้องถิ่นยังคงใช้ชื่อ
ประตูสวนปรุงตามชื่อของโรงพยาบาล ซึ่งตั้งอยู่บริเวณใกล้เคียง แต่เดิมชาวเมืองจะใช้เป็นประตูสำหรับเคลื่อนศพออกจากเมืองไปยังสุสานนอกเมือง ประตูสุดท้ายชื่อ
ประตูสวนดอก เป็นเส้นทางไปยังวัดสวนดอก ไม่เฉพาะประตูเมืองเท่านั้นที่มีชื่อเรียกขานต่างๆกันไป ตามมุมเมืองทั้ง 4 มุม ก็มีชื่อเรียกต่างๆกันไปได้แก่
แจ่งศรีภูมิ (แจ่ง คือ ภาษาที่คนภาคเหนือใช้ ในที่นี้หมายถึงมุมเมือง) ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการตั้งเมืองเชียงใหม่ เรียกว่าเป็นศรีของเมือง มุมเมืองที่สองชื่อ
แจ่งขะต๊ำ (ขะต๊ำ เป็นเครื่องดักสัตว์ชนิดหนึ่งแต่เดิมชาวบ้านจะใช้ดักปลาบริเวณนี้กัน จึงเรียกตามชื่อเครื่องดักสัตว์ชนิดนี้) มุมเมืองที่สามชื่อ
แจ่งกู่เรือง กู่เรือง เป็นชื่อของที่บรรจุอัฐิของหมื่นเรือง (หมื่น = ตำแหน่งทางทหาร เรือง = ชื่อคน) ซึ่งอยู่ ณ บริเวณมุมเมืองนี้ มุมเมืองที่สี่ชื่อ
แจ่งหัวลิน คำว่า
หัวลิน หมายถึงจุดเริ่มต้นการรับน้ำด้วยการผ่านรางน้ำที่เรียกว่า "
ลิน" แต่เดิมจะมีรางรับน้ำจากห้วยแก้ว นำน้ำเข้ามาใช้ในเมืองอยู่ ณ มุมนี้ ทุกๆมุมเมืองจะยังคงปรากฏโบราณสถานของป้อมทั้ง 4 ด้าน ตั้งอยู่ซึ่งในสมัยที่เมืองต่างๆ ยังคงสู้รบกันนั้น ป้อมเหล่านี้เป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่ใช้ในการป้องกันเมืองจากข้าศึกศัตรู